พุยพุย

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2559

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 3

วันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2559 เวลา 13.30-16.50 น.


ความรู้ที่ได้รับ
          วันนี้ อาจารย์มอบหมายใบงานความรู้มา แล้วให้สรุปส่งอาจารย์ในชั่วโมงเรียน ซึ่งสรุปเนื้อหาคร่าว ๆ ได้ดังนี้...

          รูปแบบการเรียนรู้เด็กปฐมวัย
คุณลักษณะตามวัยของเด็กอายุ 3-5 ปี ที่กำหนดไว้ในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ.2546 มีดังนี้
เด็กอายุ 3 ปี
  • พัฒนาการด้านร่างกาย
  • วิ่งและหยุดโดยไม่ล้ม
  • รับลูกบอลด้วยมือและลำตัว
  • เดินขึ้นลงบันไดสลับเท้าได้
  • ใช้กรรไกรมือเดียวได้
  • วาดและระบายสีอิสระได้
  • พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ
  • แสดงอารมณ์ตามความรู้สึก
  • ชอบที่จะทำให้ผู้ใหญ่พอใจและได้คำติชม
  • กลัวการพลัดพรากจากผู้เลี้ยงดู ผู้ใกล้ชิดน้อยลง
  • พัฒนาการด้านสังคม
  • รับประทานอาหารได้ด้วยตนเอง
  • ชอบเล่นแบบคู่ขนาน (เล่นของเล่นชนิดเดียวกัน แต่ต่างคนต่างเล่น)
  • เล่นสมมติได้
  • รู้จักรอคอย
  • พัฒนาการด้านสติปัญญา
  • สำรวจสิ่งต่าง ๆ ที่เหมือนกันและต่างกันได้
  • บอกชื่อตนเองได้
  • ขอความช่วยเหลือเมื่อมีปัญหา
  • สนทนาโต้ตอบ/เล่าเรื่องด้วยประโยคสั้น ๆ ได้
  • สนใจนิทานและเรื่องราวต่าง ๆ
  • ร้องเพลง ท่องคำกลอน คำคล้องจองง่าย ๆ และแสดงท่าทางเลียนแบบได้
  • รู้จักใช้คำถาม “อะไร”
  • สร้างผลงานตามความคิดของตนเองอย่างง่าย ๆ
  • อยากรู้อยากเห็นทุกอย่างรอบตัว

เด็กอายุ 4 ปี
  • พัฒนาการด้านร่างกาย
  • กระโดดขาเดียวอยู่กับที่ได้
  • รับลูกบอลได้ด้วยมือทั้งสอง
  • เดินขึ้นลงบันไดสลับเท้าได้
  • ตัดกระดาษเป็นเส้นตรงได้
  • กระฉับกระเฉงไม่ชอบอยู่เฉย
  • พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ
  • แสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสมกับบางสถานการณ์
  • เริ่มรู้จักชื่นชมความสามารถและผลงานของตนเองและผู้อื่น
  • ชอบท้าทายผู้ใหญ่
  • ต้องการให้มีคนฟัง คนสนใจ
  • พัฒนาการด้านสังคม
  • แต่งตัวได้ด้วยตนเอง ไปห้องส้วมเองได้
  • เล่นร่วมกับผู้อื่นได้ รอคอยตามลำดับก่อน-หลัง
  • แบ่งของให้คนอื่น
  • เก็บของเล่นเข้าที่ได้
  • พัฒนาการด้านสติปัญญา
  • จำแนกสิ่งต่าง ๆ ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าได้
  • บอกชื่อและนามสกุลของตนเองได้
  • พยายามแก้ปัญหาด้วยตนเอง หลังจากได้รับคำชี้แนะ
  • สนทนาโต้ตอบ/เล่าเรื่องเป็นประโยคอย่างต่อเนื่อง
  • สร้างผลงานตามความคิดของตนเอง โดยมีรายละเอียดเพิ่มขึ้น
  • รู้จักใช้คำถาม “ทำไม”
เด็กอายุ 5 ปี
  • พัฒนาการด้านร่างกาย
  • กระโดดขาเดียวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องได้
  • รับลูกบอลที่กระดอนขึ้นจากพื้นได้ด้วยมือทั้งสอง
  • เดินขึ้นลงบันไดสลับเท้าได้อย่างคล่องแคล่ว
  • เขียนรูปสามเหลี่ยมตามแบบได้
  • ตัดกระดาษตามแนวเส้นโค้งที่กำหนด
  • ใช้กล้ามเนื้อเล็กได้ดี เช่น ติดกระดุม ผูกเชือกรองเท้า ฯลฯ
  • ยืดตัว คล่องแคล่ว
  • พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ
  • แสดงอารมณ์ได้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างเหมาะสม
  • ชื่นชมความสามารถและผลงานของตนเองและผู้อื่น
  • ยึดตนเองเป็นศูนย์กลางน้อยลง
  • พัฒนาการด้านสังคม
  • ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตนเอง
  • เล่นหรือทำงานโดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกับผู้อื่นได้
  • พบผู้ใหญ่ รู้จักไหว้ ทำความเคารพ
  • รู้จักขอบคุณ เมื่อรับของจากผู้ใหญ่
  • รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมาย
  • พัฒนาการด้านสติปัญญา
  • บอกความแตกต่างของกลิ่น สี เสียง รส รูปร่าง จำแนกและจัดหมวดหมู่สิ่งของได้
  • บอกชื่อ นามสกุล และอายุของตนเองได้
  • พยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง
  • สนทนาโต้ตอบบอกเล่าเป็นเรื่องราวได้
  • สร้างผลงานตามความคิดของตนเอง โดยมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นและแปลกใหม่
  • รู้จักใช้คำถาม “ทำไม” “อย่างไร”
  • เริ่มเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรม
  • นับสิ่งต่าง ๆ จำนวนมากกว่า 10 ได้
รูปภาพผลงาน







ธรรมชาติของเด็กปฐมวัย (อายุ 3-5 ปี)
  1. ชอบที่จะทำให้ผู้ใหญ่พอใจ
  2. ช่วยตนเองได้
  3. ชอบเล่นแบบคู่ขนาน
  4. พูดประโยคยาวขึ้น
  5. ร้องเพลงง่าย ๆ แสดงท่าทางเลียนแบบ
  6. ชอบถาม "ทำไม" ตลอดเวลา
  7. อยากรู้อยากเห็นทุกอย่างรอบตัว
  8. สนใจนิทานและเรื่องราวต่าง ๆ
  9. มีช่วงความสนใจสั้น (8-10 นาที)
  10. พอใจคนที่ตามใจ
ทฤษฎีการเรียนรู้
  • การทดลองของพาฟลอฟ : สุนัข (กำลังหิวจัด) เครื่องวัดน้ำลาย ผงเนื้อ และกระดิ่ง

  • การทดลองของวัตสัน : เด็กชายอัลเบิร์ต อายุ 11 เดือน หนูขาว และเหล็ก 
ภาพตัวอย่าง

  • การทดลองของเมรีโจน (การวางเงื่อนไขกลับ) : ปีเตอร์ อายุ 3 ขวบ กลัวหนูขาวเหมือนอัลเบิร์ต


  • ทฤษฎีความสัมพันธ์เชื่อมโยงของธอร์นไดค์ : ทฤษฎีลองผิดลองถูก การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การทดลองของธอร์นไดค์


  • การเรียนรู้ตามทฤษฎีของ Bloom (Bloom's Taxonomy) แบ่งการเรียนรู้เป็น 6 ระดับ
  1. ความรู้ที่เกิดจากความจำ (Knowledge) ซึ่งเป็นระดับล่างสุด
  2. ความเข้าใจ (Comprehend)
  3. การประยุกต์ (Application)
  4. การวิเคราะห์ (Analysis)
  5. การสังเคราะห์ (Synthesis) สามารถนำส่วนต่าง ๆ มาประกอบเป็นรูปแบบใหม่ได้ให้แตกต่างจากรูปเดิม เน้นโครงสร้างใหม่
  6. การประเมินค่า (Evaluation) วัดได้ และตัดสินได้ว่าอะไรถูกหรือผิด ประกอบการตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุผลและเกณฑ์ที่แน่ชัด
  • การเรียนรู้ตามทฤษฎีของบรูเนอร์ (Bruner)
  1. ความรู้ถูกสร้างหรือหล่อหลอมโดยประสบการณ์
  2. ผู้เรียนมีบทบาทรับผิดชอบในการเรียน
  3. ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความหมายขึ้นมาจากแง่มุมต่าง ๆ
  4. ผู้เรียนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นจริง
  5. ผู้เรียนเลือกเนื้อหาและกิจกรรมเอง
  6. เนื้อหาควรถูกสร้างในภาพรวม
  • การเรียนรู้ตามทฤษฎีของไทเลอร์ (Tylor)
  1. ความต่อเนื่อง หมายถึง ในวิชาทักษะ ต้องเปิดโอกาสให้มีการฝึกทักษะในกิจกรรมและประสบการณ์บ่อย ๆ และต่อเนื่องกัน
  2. การจัดช่วงลำดับ หมายถึง การจัดสิ่งที่มีความง่าย ไปสู่สิ่งที่มีความยาก ดังนั้น การจัดกิจกรรมและประสบการณ์ ให้มีการเรียงลำดับก่อนหลัง เพื่อให้ได้เรียนเนื้อหาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
  3. บูรณาการ หมายถึง การจัดประสบการณ์จึงควรเป็นในลักษณะที่ช่วยให้ผู้เรียน ได้เพิ่มพูนความคิดเห็นและได้แสดงพฤติกรรมที่สอดคล้องกัน เนื้อหาที่เรียนเป็นการเพิ่มความสามารถทั้งหมด ของผู้เรียนที่จะได้ใช้ประสบการณ์ได้ในสถานการณ์ต่าง ๆ กัน ประสบการณ์การเรียนรู้ จึงเป็นแบบแผนของปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับสถานการณ์
หลักการ/แนวคิดสู่การปฏิบัติการพัฒนาเด็ก
  • แนวคิดของกีเซล (Gesell)
  1. พัฒนาการของเด็กเป็นไปอย่างมีแบบแผนและเป็นขั้นตอน เด็กควรพัฒนาไปตามธรรมชาติไม่ควรเร่งหรือบังคับ
  2. การเรียนรู้ของเด็กเกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหว การใช้ภาษา การปรับตัวเข้ากับสังคมกับบุคคลรอบข้าง
  • ฟรอยด์ (Freud)
  1. ประสบการณ์ในวัยเด็กส่งผลต่อบุคลิกภาพของคนเราเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ หากเด็กไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอ จะเกิดอาการชะงัก พฤติกรรมถดถอย คับข้องใจ ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก
  • อิริคสัน (Erikson)
  1. ถ้าเด็กอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เด็กพอใจ ประสบผลสำเร็จ เด็กจะมองโลกในแง่ดี มีความเชื่อมั่นและไว้วางใจผู้อื่น
  2. ถ้าเด็กอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี ไม่พอใจ จะมองโลกในแง่ร้าย ขาดความเชื่อมั่นในตนเองและไม่ไว้วางใจผู้อื่น
  • เพียเจท์ (Piaget)
  1. พัฒนาการทางด้านเชาว์ปัญญาของเด็กเกิดจากการที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเด็ก มีการรับรู้จากสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และมีการปรับขยายประสบการณ์เดิม ความคิดและความเข้าใจให้ขยายมากขึ้น
  • ดิวอี้ (Dewey)
  1. เด็กเรียนรู้โดยการกระทำ
  • สกินเนอร์ (Skinner)
  1. ถ้าเด็กได้รับการชมเชย และประสบความสำเร็จในการทำกิจกรรม เด็กสนใจที่จะทำต่อไป
  2. เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ไม่มีใครเหมือนใคร
  • เปสตาลอสซี่ (Pestalzzi)
  1. ความรักเป็นพื้นฐานสำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนาเด็ก ทั้งด้านร่างกายและสติปัญญา
  2. เด็กแต่ละคนแตกต่างกัน ทั้งด้านความสนใจ ความต้องการ และระดับความสามารถในการเรียน
  3. เด็กไม่ควรถูกบังคับให้เรียนรู้ด้วยการท่องจำ
  • เฟรอเบล (Froeble)
  1. ควรส่งเสริมพัฒนาการตามธรรมชาติของเด็กด้วยการกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์อย่างเสรี
  2. การเล่นเป็นการทำงานและการเรียนรู้ของเด็ก
  • เอลคายน์ (Elkind)
  1. การเร่งเด็กให้เรียนรู้แต่เล็กเป็นอันตรายต่อเด็ก
  2. เด็กควรมีโอกาสเล่นและเลือกกิจกรรมการเล่นด้วยตนเอง
สรุป หลักการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย 

" พัฒนาเด็กให้ครบทุกพัฒนาการ เน้นให้เด็กช่วยเหลือตนเอง และอยู่ร่วมกับผู้อื่น
อย่างมีความสุข กิจกรรมที่จัดต้องมีความสมดุล ยึดเด็กเป็นสำคัญ
และต้องประสานสัมพันธ์กับครอบครัวและชุมชน "

การเรียนรู้จากการคิดและปฏิบัติจริง
  • เรียนรู้โดยผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5
  • พัฒนาทักษะ การสังเกต การเปรียบเทียบ การจำแนก การสรุปความคิดรวบยอด การแก้ปัญหา การคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ
  • กิจกรรมโครงการ กิจกรรมประจำวัน การเล่น กิจกรรมการทดลอง กิจกรรมการศึกษานอกสถานที่ กิจวัตรประจำวัน ฯลฯ


คำศัพท์
Development = การพัฒนา
Community Development = พัฒนาการด้านสังคม
Learning Theory = ทฤษฎีการเรียนรู้
Continuation = ความต่อเนื่อง
Balance = ความสมดุล

การประยุกต์ใช้
  • ครูสร้างบรรยากาศที่ดีในการเรียนการสอน อันเป็นการวางเงื่อนไขที่ดี
  • ครูวางตัวให้ผู้เรียนเกิดความศรัทธา เพื่อผู้เรียนจะได้รักวิชาที่ครูสอนด้วย
  • ครูจัดบทเรียนให้น่าสนใจและเกิดความสนุกสนาน ได้ทั้งความรู้ และความสนุกสนาน
  • ก่อนที่จะดำเนินการสอน ครูจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมและกระตุ้นผู้เรียนให้พร้อมที่จะเรียนเสียก่อน
  • มอบหมายงาน แบบฝึกหัด หรือการบ้านให้เด็กได้ฝึกหัดกระทำเพื่อให้บรรลุตามหลักสูตรที่ว่าให้คิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็น
  • ใช้หลักการให้รางวัลและลงโทษ เพื่อให้รู้ว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว"
  • นำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมให้กับเด็ก ให้เหมาะสมกับวิธีการเรียนรู้และพัฒนาการแต่ละช่วงวัย

การประเมินผล

ประเมินตนเอง : ตั้งใจทำงานที่อาจารย์มอบหมาย ซึ่งสามารถทำได้เสร็จทันกำหนดส่ง มีความเข้าใจในเนื้อหาที่ตนเองสรุปได้พอสมควร
ประเมินเพื่อน : เพื่อนตั้งใจทำงาน และช่วยเหลือ ให้คำปรึกษาซึ่งกันและกัน
ประเมินอาจารย์ : อาจารย์มีความรับผิดชอบมาก ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มาสอน แต่ก็มอบหมายงานมาให้นักศึกษาได้ทำ ได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์





วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 2

วันอังคารที่ 16 สิงหาคม 2559 เวลา 13.30-17.30 น.
ความรู้ที่ได้รับ
          จากการทำ Mind Mapping ของการบันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 1 ทำให้ได้ข้อสรุป ความหมายของวิทยาศาสตร์ ตามความเข้าใจของกลุ่มเรียน 102 ดังนี้
          วิทยาศาสตร์ หมายถึง การศึกษา สืบค้นข้อมูลความจริง ซึ่งเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว หรือธรรมชาติรอบตัว โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่น การสังเกต การทดลอง การสำรวจ เป็นต้น
  • โลก ดาราศาสตร์ สิ่งต่าง ๆ รอบตัว จัดเป็นเนื้อหา สาระ
  • สาระที่เด็กควรรู้ได้แก่ 
  1. เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก 
  2. เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก
  3. ธรรมชาติรอบตัว
  4. สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเด็ก
  • เนื้อหาในการจัดการเรียนรู้หรือจัดประสบการณ์ให้แก่เด็ก ควรเป็นเนื้อหาที่ใกล้ตัวเด็ก มีผลกระทบกับเด็ก และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น
  • กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คือ วิธีการและขั้นตอนที่ใช้ดำเนินการค้นคว้าหาความรู้ทาง วิทยาศาสตร์ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1) วิธีการทางวิทยาศาสตร์ 2) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 3) จิตวิทยาศาสตร์ 
  • วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้
  1. การกำหนดปัญหา  ปัญหาเกิดจากการสังเกต โดยการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย ประกอบกับความช่างคิดช่างสงสัย สัมผัสโดยตรงกับเหตุการณ์ต่าง ๆ เพื่อค้นหาข้อมูล และบันทึกข้อมูลที่ได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งการกำหนดปัญหาต้องมีความชัดเจนและสัมพันธ์กับความรู้ ซึ่งต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์
  2. การตั้งสมมมิตฐาน  การคิดหาคำตอบล่วงหน้า ก่อนจะกระทำการทดลองโดยอาศัยการสังเกต  ความรู้ และประสบการณ์เดิมเป็นพื้นฐาน คำตอบที่คิดหาล่วงหน้านี้ยังไม่เป็นหลักการ สมมติฐานหรือคำตอบที่คิดไว้ล่วงหน้ามักกล่าวไว้เป็นข้อความที่บอกความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นกับตัวแปรตาม
  3. การตรวจสอบสมมติฐาน  การดำเนินการตรวจสอบสมมติฐาน โดยอาศัยการรวบรวมข้อมูลทั้งจากการสำรวจ การทดลอง หรือวิธีการอื่น ๆ ประกอบกัน
  4. การวิเคราะห์ข้อมูล  การนำข้อมูลที่ได้จากการสังเกต ศึกษาค้นคว้า ทดลอง หรือการรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงมาวิเคราะห์ผล
  5. การสรุปผลการทดลอง  การสรุปผลการทดลอง เป็นขั้นตอนสุดท้ายของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเกิดจากการนำเอาข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่ได้จากการทดลองมาวิเคราะห์ผลและหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลหรือข้อเท็จจริงเพื่อนำมาอธิบาย และตรวจสอบดูว่าสมมติฐานที่ตั้งขึ้นถูกต้องหรือไม่
  • ทำไมต้องทดลอง ? = เมื่ออยากรู้ และเมื่อเกิดปัญหา เพื่อการนำไปใช้ต่าง ๆ
  • การกำหนดขอบข่ายปัญหา เช่น นำไก่สดมา ปัญหาคือ ทำอย่างไรจะได้กินไก่ หรือไก่นำไปทำอะไรได้บ้าง
  • การรวบรวมข้อมูล = มันเป็นอย่างไร การใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 (การทดลอง)
  • แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์... จะเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง (การเจริญเติบโต) การปรับตัว มีความแตกต่าง มีการพึ่งพาอาศัยกัน และความสมดุล
  • เครื่องมือในการเรียนรู้ = ภาษา และคณิตศาสตร์
  • เจตคติในการเป็นนักวิทยาศาสตร์
  1. อยากรู้อยากเห็น
  2. เพียรพยายาม
  3. ละเอียด รอบคอบ มีระเบียบ
  4. มีความซื่อสัตย์
  5. มีเหตุผล (เชื่อและยอมรับตามเหตุและผล)
  6. มีใจกว้าง 
  • ความสำคัญของวิทยาศาสตร์ ได้แก่ เป็นสิ่งที่ตอบสนองกับการดำรงชีวิต สำคัญต่อการสร้างเสริมประสบการณ์ 
  • ประโยชน์ ได้แก่ เกิดความสะดวกสบาย และทำให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง
  • การเลียนแบบ การอยากรู้อยากเห็น เป็นพฤติกรรมที่สะท้อนมาจากพัฒนาการ
  • การทำงานของสมอง จะสอดคล้องกับพัฒนาการ
  • การใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 (0-2 ปี)
  • ยังพูดได้ไม่เป็นประโยค ไม่ใช้เหตุผล (2-4 ปี)
  • พูดเป็นประโยค ตอบตามที่ตาเห็น (4-6 ปี)
  • วิธีการเรียนรู้ของเด็ก ได้แก่ การลงมือกระทำ ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 มีอิสระในการเล่น ทำด้วยตนเอง, การวางแผนของครู และเกิดขึ้นโดยไม่ได้วางแผน 
  • ทักษะทางวิทยาศาตร์ ได้แก่ ทักษะที่ 1 ทักษะการสังเกต (Observation) 
    ความหมาย : เป็นวิธีการหาข้อมูลโดยตรงจากการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ได้แก่ การดู การดม การฟัง การชิม และการสัมผัส ทั้งนี้โดยไม่ใส่ความเห็นหรือประสบการณ์เดิมของผู้สังเกตลงไป
    ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตเป็น ข้อมูลเชิงประจักษ์ 

         ทักษะที่ 2 ทักษะการวัด (Measurement)
    ความหมาย : เป็นการเลือกและการใช้เครื่องมือ ทำการวัดหาปริมาณของสิ่งต่าง ๆ ออกมาเป็นตัวเลขที่แน่นอนได้เหมาะสม และถูกต้อง โดยมีหน่วยกํากับเสมอ

        ทักษะที่ 3 ทักษะการจำแนกประเภท (Classification)
    ความหมาย : เป็นการจัดแบ่งหรือเรียงลำดับวัตถุหรือสิ่งของที่อยู่ในประสบการณ์ โดยมีเกณฑ์ซึ่งเกณฑ์นั้นอาจใช้ความเหมือนความแตกต่าง ความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้

         ทักษะที่ 4 การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา (Spacs / Spacs Reation and Space /Time Relation) 
    ความหมาย : เป็นการจัดแบ่งหรือเรียงลำดับวัตถุหรือสิ่งของที่อยู่ในประสบการณ์ โดยมีเกณฑ์ซึ่งเกณฑ์นั้นอาจใช้ความเหมือน ความแตกต่างความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้

        แกมมาออริซานอล Gamma Oryzanol มีคุณสมบัติดังนี้

         ทักษะที่ 5 การคำนวน (Using Number) 
    ความหมาย : เป็นการนับจำนวนของวัตถุและการนำตัวเลขแสดงจำนวนที่นับได้มาคิดคำนวน โดยการบวก ลบ คูณ หาร หรือหาค่าเฉลี่ย

         
    ทักษะที่ 6 การจัดทำและสื่อความหมายข้อมูล (Organizing Data and Communication) 
    ความหมาย : เป็นการนำข้อมูลที่ได้รับจากการสังเกต การวัด การทดลอง และจากแหล่งอื่นๆ มาจัดกระทำเสียใหม่ โดยการหาความถี่เรียงลำดับ จัดแยกประเภท หรือคำนวณหาค่าใหม่ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจความหมายของข้อมูลชุดนั้นดีขึ้น โดยการนำเสนอในรูปของตารางแผนภูมิ แผนภาพ ไดอะแกรม กราฟสมการ หรือการเขียนบรรยาย

         
    ทักษะที่ 7 การลงความคิดเห็นจากข้อมูล (Inferring) 
    ความหมาย : เป็นการเพิ่มความคิดเห็นให้กับข้อมูลที่ได้จากการสังเกตอย่างมีเหตุผลโดยอาศัยประสบการณ์เดิมมาช่วย

        
     ทักษะที่ 8 การพยากรณ์ (Prediction) 
    ความหมาย : เป็นการาดคะเนคำตอบล่วงหน้าก่อนทำการทดลอง โดยอาศัยประสบการณ์ที่เกิดซํ้า ๆ หลักการ กฏ หรือทฤษฎีที่มีอยู่แล้ว ในเรื่องนั้นมาช่วยในการสรุป เช่น การพยากรณ์ข้อมูลที่เกี่ยวกับตัวเลข ได้แก่ ข้อมูลที่เป็นตาราง หรือ กราฟ ซึ่งทำได้ 2 แบบ คือ
    1. การพยากรณ์ภายในขอบเขตของข้อมูล
    2. การพยากรณ์ภายนอกขอบเขตของข้อมูล

         
    ทักษะที่ 9 การตั้งสมมติฐาน (Formulating Hypothesis)
    ความหมาย : เป็นการคิดหาคำตอบล่วงหน้าก่อนการทดลอง โดยอาศัยการสังเกตความรู้และประสบการณ์เดิมเป็นฐาน

         
    ทักษะที่ 10 การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ (Defining Operation)
    ความหมาย : เป็นการกําหนดความหมายและขอบเขตของคำต่าง ๆ ที่อยู่ในสมมติฐานที่ต้องการทดลองให้เกิดความเข้าใจตรงกันและสามารถสังเกตได้หรือวัดได้ โดยให้คำตอบเกี่ยวกับการทดลองและบอกวิธีวัด
    ตัวแปรที่เกี่ยวกับการทดลองนั้น

         
    ทักษะที่ 11 การกำหนดและควบคุมตัวแปร (Identifying and Controlling Variables) 
    ความหมาย : เป็นการบ่งชี้ตัวแปนต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรที่ต้องควบคุมในการตั้ง สมมติฐานหนึ่งๆ

         
    ทักษะที่ 12 การทดลอง (Experiment) 
    ความหมาย : เป็นกระบวนการปฏิบัติงานเพื่อหาคำตอบจากสมมติฐานที่ตั้งไว้ในการทดลอง ซี่งประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่
    1. การออกแบบการทดลอง
    2. การปฏิบัติการทดลอง
    3. การบันทึกผลการทดลอง

         
    ทักษะที่ 13 การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป (Interperting Data and Making) 
    ความหมาย : เป็นการแปลความหมายหรือบรรยายลักษณะข้อมูลที่มีอยู่ การตีความหมายของข้อมูล ในบางครั้งอาจต้องใช้ทักษะอื่น ๆ ด้วย เช่น การสังเกต การคำนวน เป็นต้น และการลงข้อสรุป หมายถึง การสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลทั้งหมด การลงข้อสรุป สามารถทำได้ 2 ระดับ คือ
    1. การสรุปในระดับแคบ คือ การสรุปให้อยู่เฉพาะกลุ่มตัวอย่างหรือสิ่งที่นำมาศึกษา
    2. การสรุปในระดับกว้าง คือ การสรุปที่ออกนอกขอบเขตของกลุ่มตัวอย่างแต่เป็นการขยายกว้างไปสู่ประชากรหรือกลุ่มใหญ่ ข้อสรุปนี้มีความเชื่อถือได้น้อยกว่าแบบแรก 

คำศัพท์
The process = กระบวนการ
Importance = ความสำคัญ
Benefit = ประโยชน์
People and Places = บุคคลและสถานที่
Curious = อยากรู้อยากเห็น

การประยุกต์ใช้
  • เมื่อรู้วิธีการเรียนรู้ของเด็กแล้ว สามารถทำให้ความรู้และแนวคิดในการจัดประสบการณ์ต่าง ๆ ให้กับเด็กปฐมวัยได้อย่างเหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก
  • การที่เรามีความรู้ ทักษะต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น ก็จะทำให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมให้เด็กอย่างหลากหลาย ตอบสนองความต้องการและการเรียนรู้ของเด็ก เช่น การจัดกิจกรรม 1 เรื่อง แต่สามารถบูรณาการได้หลาย ๆ ทักษะ ซึ่งจะส่งผลให้เด็กมีประสบการณ์ที่หลากหลายมากขึ้น
การประเมินผล
ประเมินตนเอง : ตั้งใจเรียน และตั้งใจทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่อาจารย์มอบหมาย มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิชาวิทยาศาสตร์มากขึ้น
ประเมินเพื่อน : เพื่อน ๆ ตั้งใจเรียน และให้คำปรึกษาต่าง ๆ ซึ่งกันและกัน เมื่อสงสัย ไม่เข้าใจเนื้อหาต่าง ๆ มีแนวคิดที่หลากหลาย มีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็น
ประเมินอาจารย์ : อาจารย์ตรงต่อเวลา และสอนเข้าใจ เปิดโอกาสให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็น แล้วค่อยยกตัวอย่าง อธิบายเพิ่มเติม






บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 1

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม 2559 เวลา 13.30-16.50 น.

ความรู้ที่ได้รับ
          วันนี้ เป็นวันแรกที่เริ่มการเรียนการสอนในรายวิชาการจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย (Science Experiences Management for Early Childhood) รหัสวิชา EAED 3207 กลุ่มเรียน 102 วันอังคาร อาจารย์ได้แจกและอธิบายแนวการสอน (Course Syllabus) ซึ่งมีการแจกแจงรายละเอียดในการเรียนการสอนไว้อย่างชัดเจน เช่น แต่ละสัปดาห์จะเรียนเกี่ยวกับเรื่องใด งานที่ได้รับมอบหมาย เกณฑ์การให้คะแนนต่าง ๆ เป็นต้น

          คำอธิบายรายวิชา มีดังนี้                       
          ศึกษาความหมาย ความสำคัญ แนวคิด ทฤษฎี และหลักการทางวิทยาศาสตร์เด็กปฐมวัยกับการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ แนวคิดและทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา การประยุกต์ใช้แนวคิดและทฤษฎีในการจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ รูปแบบการจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย กรอบมาตรฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย การออกแบบและวางแผนกิจกรรมบูรณาการประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย การผลิตสื่อวิทยาศาสตร์ระดับปฐมวัย การใช้คำถามพัฒนาการคิด การใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ การประเมินผลการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ บทบาทของครูและผู้ปกครองในการส่งเสริมการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์

          ผลลัพธ์การเรียนรู้ แบ่งเป็น 6 ด้าน ดังนี้
  1. คุณธรรมจริยธรรม (Ethics)
  2. ความรู้ (knowledge)
  3. ทักษะทางปัญญา (Intellectual skills)
  4. ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ (Interpersonal skills and responsibility)
  5. ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (Numerical analysis skills Communications and information technology)
  6. การจัดการเรียนรู้ (Learning Management)
          จากนั้นก็เป็นการพูดคุย ตกลงกันเรื่องชุดที่จะใส่มาเรียน สรุปว่า อาจารย์อนุญาตให้ใส่ชุดพละมาเรียนได้ อาจารย์ใจดีมาก ๆ และยอมรับฟังการเสนอข้อคิดเห็นของนักศึกษา จากนั้นก็พูดเรื่อง การทำแฟ้มสะสมผลงานใน www.blogspot.com หรือ E-Portfolio เพื่อเป็นการบันทึกความรู้หลังเรียนและผลงานต่าง ๆ ที่ได้จากการเรียน และการหาประสบการณ์นอกห้องเรียน

          องค์ประกอบของบล็อก ได้แก่ คำอธิบายบล็อก นาฬิกา ปฏิทิน การนับจำนวนการเข้าชมบล็อก รูปโปรไฟล์ ข้อมูลส่วนตัวของผู้ทำบล็อก บล็อกของอาจารย์ ลิงก์เว็บไซต์ของสาขาวิชา คณะ และมหาวิทยาลัย รวมทั้งหน่วยงานที่สนับสนุนวิชานี้ เช่น บทความ งานวิจัย สื่อ เพลง นิทาน เกม แบบฝึกหัด ของเล่น เป็นต้น โดยส่วนประกอบเหล่านี้จะต้องใช้ภาษาอังกฤษในการตั้งหัวข้อ เพื่อเป็นการฝึกทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเข้ามามีส่วนในการเรียน


          การบันทึกบล็อกนั้น ต้องมีหัวข้อดังนี้
  • ความรู้ที่ได้รับ
  • การประยุกต์ใช้ (ระบุว่าสามารถนำไปประยุกต์ในส่วนใด อย่างชัดเจน)
  • การประเมินผล (ตนเอง เพื่อน อาจารย์ รวมถึงบรรยากาศในการเรียน)
* การบันทึกบล็อกแต่ละครั้ง ให้บันทึกคำศัพท์ภาษาอังกฤษอย่างน้อย 5 คำ


          กิจกรรมต่อมา อาจารย์แจกกระดาษ A4 คนละ 1 แผ่น แล้วให้ทุกคนเขียนแผนผังความคิด หรือ Mind Mapping ตามความเข้าใจของแต่ละคน เกี่ยวกับรายวิชาการจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 คำ ที่สำคัญ ได้แก่
การจัดประสบการณ์ : กิจกรรมการเรียนรู้ ทำโครงการ การออกไปสำรวจนอกห้องเรียน นิทาน เพลง เกมการศึกษา
วิทยาศาสตร์ : ดาราศาสตร์ ธรรมชาติรอบตัว การทดลอง ทรัพยากรธรรมชาติ การสำรวจ ระบบนิเวศน์ การเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต การสังเกต
เด็กปฐมวัย : เด็กตั้งแต่แรกเกิด-6 ปี* (*5 ปี 11 เดือน 29 วัน) พัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา

คำศัพท์
Concept = แนวคิด
Recording = การบันทึก
Exercise = แบบฝึกหัด
Standard framework = กรอบมาตรฐาน
Support = สนับสนุน


การประยุกต์ใช้

  • สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการทำบล็อกหรือแฟ้มสะสมงานวิชาอื่น ๆ ได้ หรืออาจจะนำไปใช้ประโยชน์ในการเก็บความรู้ เก็บภาพ วิดีโอความทรงจำต่าง ๆ เพราะเมื่อใช้งานบ่อยขึ้นก็จะทำให้เกิดทักษะที่ดีขึ้น
  • การเขียนความคิดรวบยอด จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการเรียนได้เป็นอย่างดี เพื่อใช้ในการสรุปใจความสำคัญ รวมทั้งการฝึกทักษะให้เราเป็นคนที่วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลเป็น
  • การทำบล็อกโดยใช้ภาษาอังกฤษด้วย จะทำให้เรารู้คำศัพท์มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลในการนำคำศัพท์ไปใช้ในชีวิตประจำวัน หรือการเรียน การทำงานในอนาคตได้

การประเมินผล
ประเมินตนเอง  :  เข้าเรียนตรงเวลา และตั้งใจเรียน มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันระหว่างอาจารย์และเพื่อน ๆ มีความเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์สอน
ประเมินเพื่อน  :  เพื่อน ๆ ตั้งใจเรียน และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ช่วยกันออกความคิดเห็น มีส่วนร่วมในการแสดงออกทางความคิดกันทุกคน
ประเมินอาจารย์  :  อาจารย์ตรงต่อเวลาในการสอน และใจดีมาก อาจารย์เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงความคิดเห็น โดยตั้งข้อปัญหาแล้วให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็น หลังจากนั้นอาจารย์ก็จะอธิบายให้ฟังเพิ่มเติม มีการยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้น